ไม่ได้อับเดทเว็บนาน วันนี้ถือโอกาศวันสงการณ์ สวัสดีปีใหม่ไทยทุก ๆ ท่านที่ผ่านเข้ามาด้วยนะครับ
ขอคุณพระศรีรัตนตรัย อวยพรให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่จน รุ่งเรื่องยิ่ง ๆ ขึ้นไป สาธุ
Regular Expression
[] กำหนด character class
- ใช้ภาใน character class หมายถึงกำหนดช่วงของตัวอักษร
\ ใช้ระบุไว้ข้างหน้าตัวอักษรพิเศษ เพื่อระบุถึงตัวอักษรนั้น
^ ใน character class หมายถึงยกเว้นตัวที่ระบุ
^ นอก character class หมายถึง จุดเริ่มต้น
$ จุดสิ้นสุด
. ใช้ match กับตัวอักษร 1 ตัว
| หรือ
() pattern ย่อย
? กำหนดว่าจะมีหรือไม่มีก็ได้
* ซ้ำ 0 ครั้งขึ้นไป
+ ซ้ำ 1 ครั้งขึ้นไป
{} กำหนดจำนวนครั้งการซ้ำ
$pattern = ‘PHP’;
$str1 = ‘I love PHP’;
$str2 = ‘I love php’;
if(ereg($pattern, $str1)){
echo ‘found’;
}else{
echo ‘not found’;
}
if(ereg($pattern, $str2)){
echo ‘found’;
}else{
echo ‘not found’;
}
Result :
found
not found
——————————————-
Pattern
. หมายถึงตัวอักษรใดๆ 1 ตัว
[a-z] หมายถึง a-z
[a-zA-Z0-9] หมายถึง a-Z หรือ A-Z หรือ 0-9
[^a-z-A-Z] หมายถึงอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ a-z และ A-Z
Predefined Character Class
[[:alnum:]] เทียบได้กับ [a-zA-Z0-9]
[[:alpha:]] เทียบได้กับ [a-zA-Z]
[[:lower:]] เทียบได้กับ [a-z]
[[:upper:]] เทียบได้กับ [A-Z]
[[:digit:]] เทียบได้กับ [0-9]
[[:xdigit:]] เทียบได้กับ [0-9a-fA-F]
[[:punct:]] เครื่องหมายวรรคตอนและสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น “‘()[]{}<>,%*
[[:blank:]] tab หรือช่องว่าง
[[:space:]] whitespace
[[:cntrl:]] อักขระควบคุม (Control Characters)
[[:print:]] อักขระใดๆยกเว้นอักขระควบคุม
[[:graph:]] ตัวอักษรใดๆที่แสดงออกมาได้ ยกเว้นช่องว่าง
? เมื่อตามหลังส่วนนึงส่วนใด จะหมายถึงมีหรือไม่มีก็ได้
เช่น a? คือ “” หรือ “a”
ab?c คือ “ac” หรือ “abc”
* เมื่อตามหลังตัวใด จะหมายถึงซ้ำหรือไม่ซ้ำกี่ครั้งก็ได้
เช่น a* คือ “” “a” “aa” “aaa”
ab*c คือ “ac” “abc” “abbc” “abbbc”
+ เมื่อตามหลังตัวใด จะหมายถึงซ้ำตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป
เช่น a+ คือ “a” “aa” “aaa”
abc+ “abc” “abcc” “abccc”
{} ใช้กำหนด pattern ซ้ำ
{3} หมายถึงต้องซ้ำกันสามครั้ง
{2,4} หมายถึงซ้ำสองถึงสี่ครั้ง
{2,} หมายถึงซ้ำตั้งแต่สองครั้งขึ้นไป
เช่น (very ){1,3} much คือ “very much” “very very much” “very very very much”
หมายเหตุ ?,*,+ และ {} จะมีผลกับตัวอักษรข้างหน้าเพียงตัวเดียว หากหลายตัวต้องใช้ () ครอบไว้
Subpattern
| หรือ เช่น (a|b|c)
^ ใช้กำหนดจุดเรุิ่มต้น เช่น ^a คือ “axxxx” “azzz”
$ ใช้กำหนดจุดท้ายสุด เช่น $com คือ “xxxcom” “aaacom”
^[a-z]$ คือ อักษรตัวเดียวตั้งแต่ a-z
ตัวอย่าง pattern
เช็คตัวเลขแบบมีจุดทศนิยม
^\-?[0-9]+(\.[0-9]+)?$
เช็ค email address
^[a-z][a-z0-9\_]*@[a-z][a-z0-9\_\-]*(\.[a-z][a-z0-9\_\-]*)+$
25 เคล็ดลับความสำเร็จของ Steve Jobs (หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Pixar)
เพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่ Steve Jobs หนึ่งในผู้ที่เข้ามาปฏิวัติวงการ IT และยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Pixar บริษัทที่ทำอนิเมชั่นที่มีชื่อเสียงของโลก วันนี้ จขกท มี เคล็ดลับการประสบความสำเร็จของเค้ามาฝากค่ะ
“เขาว่ากันว่ามีแอ็ปเปิ้ลสามลูกที่เปลี่ยนโลกใบนี้ แอ็ปเปิ้ลลูกแรกคือ ลูกที่อดัมและอีฟกินเข้าไป แอ็ปเปิ้ลลูกที่สองคือ ลูกที่ตกใส่หัวของเซอร์ไอแซ็ค นิวทัน ทำให้เขาค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลก และแอ็ปเปิ้ลลูกที่สาม คือ แอ็ปเปิ้ลของสตีฟ จ็อบส์”
สตีฟ จ็อบส์ อุทิศชีวิตให้กับการคิดนอกกรอบ เขาทำให้เส้นกั้นอันหนาเตอะระหว่างสุนทรีย์แห่งความงามและความกระด้างแห่งวิศวกรรมกลายเป็นเพียงเส้นใยอันบางเบา ผลลิตทางความคิดนี้ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่พลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมดนตรี และขับเคลื่อนพลโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว เขาสมควรได้รับการยกย่องในฐานะนักประดิษฐ์แห่งสหัสวรรษที่สาม
ข้อคิดดีๆ ต่อไปนี้ คือผลพวงจากการตามติดชีวิตของเขา ทั้งในยามยากและยามรุ่งโรจน์ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการทำงาน ในชีวิตจริงเราคงอาจฝันถึงความเป็นสุดยอดเฉกเช่นเขา แต่จะเป็นจริงได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล อย่างไรก็ตามอย่างน้อยที่สุดการได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นทุกวัน ก็น่าจะพอแล้ว มาปลุกวิญญาณความเป็น สตีฟ จ็อบส์ ในตัวเราด้วยกันเถอะ
1. Beginners don’t have baggage – เริ่มอย่างไร้กังวล
เริ่มต้นเล็กแต่คิดใหญ่ ผู้ที่เพิ่งจะเริ่มต้นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเริ่มจากศูนย์แล้วนับหนึ่ง จากเอแล้วไปบี มักเป็นคนที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ดีๆ “ผมไม่รู้คุณค่าของปรัชญานี้จนกระทั่งผมโดนเฉดหัวออกจากแอ็ปเปิ้ลครั้งแรก นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับผมเลยทีเดียว ความกดดันในความสำเร็จถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกโปร่งโล่งสบายของการเป็นผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น ไม่ต้องกังวลกับสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น เป็นช่วงเวลาที่ผมมีความคิดสร้างสรรค์และมีไอเดียกระฉูดมากที่สุด”
2. Be bold – จงห้าวหาญ
สตีฟมักย้ำถึงการทำสิ่งที่ชัดเจนด้วยความกล้าและปราศจากความกลัว เขากล่าวว่า “ชีวิตคนสั้นนัก จะตายเมื่อไหร่ไม่รู้”
3. Be what’s next – มองหาสิ่งใหม่
มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ จงเรียนรู้ อย่าฟูมฟายกับอดีตที่จบไปแล้ว อย่าคร่ำครวญกับสิ่งที่หายไป เราควรที่จะคิดถึงสิ่งใหม่ๆในชีวิตของเราที่ยังรอการค้นพบ บางครั้งก้าวแรกอาจจะแสนยาก แต่จงเริ่มต้นทำ และความกล้าหาญจะเกิดขึ้นตามมา “ถ้าผมได้บริหารแอ็ปเปิ้ล ผมคงจะมุ่งพัฒนาให้แม็คอินทอชเป็นผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าสุดๆ ด้วยการคิดค้นลูกเล่นใหม่ๆ สงครามพีซีมันจบนานแล้ว และไมโครซอฟท์คือผู้ชนะ”
4. Design by committee doesn’t work. – อย่าให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาตัดสินชี้ชะตา
มันเป็นเรื่องยากที่จะออกแบบอะไรซักอย่างตามความต้องการของพวกคนที่มานั่งประชุมกัน คนเราส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าอยากได้อะไรจริงๆ จนกว่าจะได้เห็นสิ่งนั้น”
5. Design is more than veneer – การออกแบบไม่ใช่การสร้างเปลือกนอกเพื่อห่อหุ้ม แต่มันคือสิ่งที่มีมิติและมีองค์ประกอบซ้อนกันหลายชั้น
“ในบริบทของใครหลายคน การออกแบบเป็นแค่การสร้างเปลือกนอก เป็นแค่การตกแต่งภายใน เปรียบเสมือนผ้าหุ้มโซฟา แต่สำหรับผมแล้ว การออกแบบคือจิตวิญญาณขั้นต้นของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์ที่มีหัวใจของการออกแบบที่ดีแสดงออกถึงพิ้นผิวของมัน ซึ่งทับซ้อนกันอยู่หลายระดับ”
6. Don’t live someone else’s life – จงใช้ชีวิตในแบบของคุณ
“ช่วงเวลาชีวิตสั้นนัก อย่าปล่อยเวลาให้เสียเปล่าด้วยการทำตามผู้อื่น อย่ายึดติดกับกฎเกณฑ์ข้อบังคับ และอย่าปล่อยใจไปตามความคิดของคนอื่น เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ทำตามที่หัวใจคุณเรียกร้องและสัญชาตญาณ”
7. Drive to do great things – ค้นหาความทะเยอทะยานและปรารถนาที่แท้จริงของคุณให้พบ
“นึกถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และทำมันให้แตกต่างจากคนอื่น หนทางเดียวที่จะสร้างผลงานยิ่งใหญ่ได้ก็คือรักในสิ่งที่คุณทำ จงสร้างความประทับใจให้ตัวเองมิใช่ผู้อื่น”
8. Excellence is a way of life – มองหาความเป็นเลิศ
สตีฟได้บรรลุแนวทางนี้ด้วยการนำศิลปะและวิศวกรรมมาเรียงร้อยด้วยกันอย่างลงตัว เขาได้ยกระดับของสุนทรีย์แห่งการออกแบบให้สูงขึ้น “คุณภาพและความงามคือเป้าหมายสูงสุด หลายคนมักไม่คุ้นเคยกับสภาวะการทำงานที่ต้องอาศัยความเป็นเลิศ เพราะไม่ต้องใช้มันบ่อยนัก ถึงกระนั้นความเป็นเลิศคือหัวใจสำคุญที่สุดของการทำงาน”
9. Get out of the way for the moving force – จงอย่าเป็นตัวถ่วง
สตีฟไม่เคยเก็บคนไร้ประโยชน์เอาไว้ เขาตระหนักดีว่าคนที่ทำงานคือพวกที่สร้างประโยชน์ “หน้าที่หลักของผมคือทำให้คนที่ทำงานจริงๆ นั้นอยู่ดีมีสุข และเก็บพวกคนที่ไม่ทำงานเอาไว้ให้ห่างจากคนที่มีประโยชน์เหล่านี้”
10. If they fall in love with the company, everything else takes care of itself – มองหาคนทำงานที่มีความรักทุ่มเทให้กับองค์กร
“จริงอยู่ที่สมรรถภาพคือตัวแปรแห่งความสำเร็จ แต่คนทำงานเหล่านั้นจะรักบริษัทหรือเปล่า ผมเชื่อมั่นว่าถ้าเขารักแอ็ปเปิ้ล เขาจะนำพาแต่สิ่งที่ดีที่สุดมาสู่แอ็ปเปิ้ล ไม่ใช่ทำเพื่อตัวผมหรือตัวเองหรือใครก็ตาม”
11. It better be worth it. – ไม่ลองไม่รู้ จงทำให้ดีที่สุด อย่ามัวแต่หยุดนิ่งอยู่กับที่
“เมื่อเราได้เลือกแล้วว่าจะทำอะไร ฉะนั้นจงเชื่อว่ามันจะออกมาดีคุ้มค่าเหนื่อย”
12. It’s not the money. It’s the impact.- เงินไม่ใช่คำตอบของชีวิต คุณค่าของเราอยู่ที่การได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่โลก
“ผมไม่แคร์หรอกว่าจะได้นอนกอดเงินเป็นล้านอยู่ในหลุมศพ สิ่งสำคัญสำหรับผมคือการได้ระลึกถึงสิ่งดีงามที่เราได้ทำลงไปก่อนเข้านอน”
13. It’s the crazy ones who change the world – จงคิดนอกกรอบ
กล้าทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น คนที่บ้าพอที่จะทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใครสามารถเปลี่นแปลงโลกได้ เพราะสิ่งนั้นคือผลพวงของอัจฉริยะ
14. Innovation distinguishes between a leader and a follower.- สร้างนวัตกรรมใหม่
นวัตกรรมจะเป็นตัวชี้วัดว่าใครเป็นผู้นำ ใครเป็นผู้ตาม จ้างคนที่ต้องการทำสิ่งที่ดีที่สุดในโลกมาทำงาน ถึงแม้คุณจะมีคนทำงานเก่งกาจมากมาย คุณต้องเป็นผู้นำ ทำหน้าที่ชี้นำให้พวกเขาทำงานร่วมกันเป็นทีม “นวัตกรรมไม่ได้เกิดจากการหว่านเม็ดเงิน มันเกิดจากการใช้มันสมองของคนให้เต็มที่ด้วยการเป็นผู้นำที่ดี ตอนที่เราคิดค้นเครื่องแม็คขึ้นมา ไอบีเอ็มใช้เงินลงทุนมากกว่าเรา 100 เท่า มันอยู่ที่คนของคุณ อยู่ที่แนวทางของการนำพาคนเหล่านั้น”
15. Make people great. – เคี่ยวเข็ญคนของคุณให้เป็นคนเก่ง
“ผมจะไม่ทำตัวเหลาะแหละกับลูกน้อง หน้าที่ผมคือเขี่ยวเข็ญให้พวกเขาเก่งยิ่งขึ้นไปอีก”
16. Perseverance pays off.- ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น
สตีฟเชื่อว่า “ครึ่งหนึ่งขององค์ประกอบทั้งมวลแห่งความสำเร็จของพวกนักลงทุนทางการเงินคือความวิริยะอุตสาหะ”
17. Put your heart and soul into it – จงทำมันให้เต็มที่ เพราะเป้าหมายมีไว้พุ่งชนและพิชิต
“กุญแจสำคัญคือความไม่กลัว ทำงานด้วยหัวใจและจิตวิญญาณแห่งการบรรลุเป้าหมาย”
18. Pick your priorities carefully – ลำดับความสำคัญอย่างระมัดระวัง
การมีไอเดียดีๆ ในหัวเป็นร้อยเรื่องคือสิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่มันจะกลายเป็นเรื่องเยี่ยมที่สุด หากเราลำดับความสำคัญให้ดี “การเพ่งความสนใจให้กับทุกเรื่องในหัวเป็นสิ่งดี แต่นั่นไม่ใช่คำตอบแห่งความสำเร็จ ควรยึดมั่นในบางอย่างก็พอ แล้วปล่อยที่เหลือเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปสนใจ”
19. Simplicity wins – ความเรียบง่ายคืออาวุธลับและอำนาจที่จะทำให้พิชิตความสำเร็จ
“เราควรตรวจสอบขั้นตอนการทำงาน และขจัดความยุ่งยาก ด้วยการตั้งคำถามว่า เราจะทำให้มันเรียบง่ายมากขึ้นและแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นได้ในเวลาเดียวกันได้หรือไม่”
20. Talent is a huge multiplier.- พรสวรรค์ทำให้เกิดการแตกหน่อ คนเก่งมักดึงคนเก่งให้มาอยู่ด้วยกัน
“ประสบการณ์สอนผมว่า การที่เราได้คนเก่งมาร่วมงาน ทำให้องค์กรสามารถดึงคนเก่งจากที่อื่นมาร่วมงานได้มากขึ้น ทั้งนี้โดยธรรมชาติของคนพวกนี้ มักชอบทำงานกับคนเก่งด้วยกัน”
21. Take responsibility for the complete user experience.- ความคิดเห็นจากผู้ใช้และลูกค้าคือเสียงสำคัญ
“ดีเอ็นเอของเราคือบริษัทที่คำนึงถึงผู้บริโภค เสียงตอบรับไม่ว่าดีหรือร้าย บวกหรือลบ ล้วนแล้วแต่มีบทบาทเท่ากันในการปรับปรุงการให้บริการ หน้าที่ของเราคือการรับผิดชอบต่อสิ่งที่ลูกค้าได้รับจากเรา”
22. What you don’t do defines you as much as what you do – “ผมมีความภูมิใจในสิ่งที่ยังไม่ได้ลงมือทำเท่ากับสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว”
23. You have nothing to lose.- ไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว
ทำด้วยใจ สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ด้วยความรัก “อีกไม่กี่วันพวกเราก็ตายแล้ว ฉะนั้นอย่าไปคิดว่าเราได้สูญโอกาสไปแล้วเท่าไหร่ การคิดแบบนี้เหมือนกับดักทางความคิด ให้คิดว่าเราได้เปลือยกายจนล่อนจ้อน จะมีเหลืออยู่ก็แต่ร่างกายและหัวใจ จงทำทุกอย่างให้เต็มที่”
24. You just might be right, even if nobody listens to you. -การที่ไม่มีใครฟังคุณ ไม่ได้หมายความว่าคุณผิด
สทีฟเคยเจอกับตัวเอง เลยเล่าให้ฟังงว่า “คุณรู้มั้ย ผมเคยมีแผนการวิเศษที่จะช่วยกู้ชีพแอ็ปเปิ้ลได้ มันเป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ผมไม่สามารถบอกใครได้ เพราะไม่มีใครยอมฟัง” อุทาหรณ์ของเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การที่ไม่มีใครฟังคุณเลย ไม่ได้หมายความว่าคุณผิด
25. Your brand is your most valuable asset – จุดยืนของตัวเองคือสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด
นั่นคือคุณแตกต่างจากคนอื่น ทำให้คนอื่นทราบว่านี่แหละคือตัวคุณ นี่แหละคือออร่าของคุณ
ที่่มา : sanook.com
สิทธิประโยชน์ที่ควรรู้เมื่อออกจากงาน
หากท่านเป็นลูกจ้างที่มีรายได้ประจำหรือทำงานโดยมีนายจ้าง คงคุ้นเคยกับระบบประกันสังคมเป็นอย่างดี เพราะมีหน้าที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า หากท่านได้สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง หรือความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงอันเป็นผลมาจากการถูกเลิกจ้าง หรือลาออกจากงาน ความคุ้มครองหรือสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมยังมิได้สิ้นสุดลงทันที รวมถึงท่านยังมีสิทธิสมัครเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐได้เช่นเดิม รายละเอียดจะขอกล่าวถึงในบทความฉบับนี้ค่ะ
สิทธิประโยชน์ที่ได้รับเมื่อถูกเลิกจ้างหรือลาออกจากงาน
ผู้ที่ทำงานประจำซึ่งเป็นผู้ประกันตนโดยบังคับในระบบประกันสังคม หรือเรียกว่า ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เมื่อถูกเลิกจ้างหรือลาออกจากงานจะได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน โดยผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน และต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักงานจัดหางานของรัฐภายใน 30 วันนับตั้งแต่เป็นผู้ว่างงาน และต้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพจากกองทุนประกันสังคม สิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน มีดังนี้
- กรณีถูกเลิกจ้าง : ได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
- กรณีลาออกโดยสมัครใจหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจ้างไว้แน่นอน : ได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงานปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้าง โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
หากผู้ว่างงานยื่นขอรับเงินทดแทนกรณีว่างงานเกินกว่า 1 ครั้งภายใน 1 ปีปฏิทิน จะมีสิทธิรับเงินทดแทนกรณีว่างงานรวมกันไม่เกิน 180 วัน
นอกจากนี้ ระยะเวลาว่างเว้นจากการทำงานในช่วง 6 เดือนนั้น ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จะกลายเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 38 (ไม่ต้องส่งเงินสมทบแต่อย่างใด) ได้รับความคุ้มครองใน 4 กรณี ได้แก่ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ตาย ทุพพลภาพ และคลอดบุตร สำหรับค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณความคุ้มครองจะเท่ากับค่าจ้างที่ใช้คำนวณจำนวนสมทบที่ต้องจ่ายเมื่อครั้งยังเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 โดยความคุ้มครองทั้ง 4 กรณีนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อพ้นระยะเวลา 6 เดือนนับจากวันที่ออกจากงาน หรือสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33
สิทธิประโยชน์ที่ได้รับเมื่อสมัครเป็นผู้ประกันตนต่อในระบบประกันสังคม
หากผู้ประกันตนที่ออกจากงานต้องการได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมต่อไป สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39 ได้ภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 โดยผู้ที่จะสมัครได้ต้องเคยส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และต้องไม่เป็นผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพจากกองทุนประกันสังคม ทั้งนี้ ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จะได้รับสิทธิประโยชน์ใน 6 กรณี ได้แก่ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ตาย ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร และชราภาพ
สำหรับอัตราเงินสมทบที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต้องจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม เท่ากับร้อยละ 9 ของค่าจ้าง โดยกำหนดฐานค่าจ้างในการคำนวณเงินสมทบเท่ากับ 4,800 บาทต่อเดือนเท่ากันทุกคน คิดเป็นจำนวนเงินสมทบที่ต้องนำส่งในแต่ละเดือนเท่ากับ 4,800 บาท x 9% = 432 บาท และภาครัฐจะร่วมจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมด้วยอีกส่วนหนึ่งในอัตราร้อยละ 2.5 โดยเงินสมทบที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จ่ายนั้น จะแบ่งเป็นจ่ายสมทบกรณีเจ็บป่วย/ตาย/ทุพพลภาพ/คลอดบุตร 3% และกรณีสงเคราะห์บุตร/ชราภาพ 6% ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพจะได้รับเมื่อผู้ประกันตนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ โดยจำนวนเงินที่ได้รับขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบ ซึ่งนับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบตั้งแต่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ดังนี้
เงินบำนาญชราภาพ
กรณีจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง กรณีจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน ให้ปรับเพิ่มอัตราบำนาญชราภาพอีกร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นทุก 12 เดือน
ตัวอย่าง คุณ A เคยทำงานเป็นลูกจ้างได้รับเงินเดือน 20,000 บาท โดยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้จ่ายเงินสมทบเป็นเวลา 180 เดือน ต่อมาลาออกจากงาน และสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้จ่ายเงินสมทบเป็นเวลา 60 เดือน เนื่องจากคุณ A จ่ายเงินสมทบรวม 240 เดือน เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน คุณ A จะได้รับเงินบำนาญรายเดือน เดือนละ 1,320 บาท คำนวณได้ดังนี้
ส่วนที่ 1 : 180 เดือนแรก เท่ากับ 4,800 บาท x 20% = 960 บาท
ส่วนที่ 2 : 60 เดือนหลัง เท่ากับ 4,800 บาท x 1.5% x 5 ปี = 360 บาท
รวมได้รับเงินบำนาญตลอดชีพ 960 + 360 = 1,320 บาทต่อเดือน
หมายเหตุ : ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายเท่ากับ 4,800 บาทต่อเดือน
เงินบำเหน็จชราภาพ
ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพในกรณีที่จ่ายเงินสมทบไม่ถึง 180 เดือน โดยจำนวนเงินที่ได้รับจะมาจาก 2 ส่วน คือ
1. ส่วนของการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด
2. ส่วนของการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายสมทบ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด
ตัวอย่าง คุณ A เคยทำงานเป็นลูกจ้างได้รับเงินเดือน 20,000 บาท โดยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้จ่ายเงินสมทบเป็นเวลา 120 เดือน คิดเป็นเงินสมทบกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ 900 บาทต่อเดือน (คุณ A จ่าย 450 บาทต่อเดือน และนายจ้างจ่าย 450 บาทต่อเดือน) ต่อมาคุณ A ลาออกจากงาน และสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้จ่ายเงินสมทบเป็นเวลา 30 เดือน คิดเป็นเงินสมทบกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ 4,800 x 6% = 288 บาทต่อเดือน เนื่องจากคุณ A จ่ายเงินสมทบรวม 150 เดือน (น้อยกว่า 180 เดือน) เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน คุณ A จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ คำนวณได้ดังนี้
ส่วนที่ 1 : 120 เดือนแรก เท่ากับ 900 บาท x 120 เดือน = 108,000 บาท และผลประโยชน์ตอบแทนจากเงินสมทบ 120 เดือน
ส่วนที่ 2 : 30 เดือนหลัง เท่ากับ 288 บาท x 30 เดือน = 8,640 บาท และผลประโยชน์ตอบแทนจากเงินสมทบ 30 เดือน
สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ส่งเงินสมทบไม่ถึง 12 เดือน เมื่อลาออกจากงาน จะไม่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้ แต่เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จะยังมีสิทธิได้รับบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายสมทบกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ เมื่อยังเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 (ไม่ได้รับในส่วนที่นายจ้างจ่ายสมทบ)
ตัวอย่าง คุณ A จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเป็นเวลา 10 เดือน เดือนละ 750 บาท โดยเป็นการจ่ายเงินเข้ากรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ 3% หรือ 450 บาทต่อเดือน เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน จะได้เงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 450 บาท x 10 เดือน = 4,500 บาท
จะเห็นได้ว่า เงินสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมนั้นมิได้สูญเปล่า แม้กระทั่งในช่วงที่ว่างงานหรือสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน กองทุนประกันสังคมจะจ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงานให้ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนโดยบังคับตามมาตรา 33 สามารถกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39 เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐเช่นเดิม รวมทั้งเมื่อถึงวัยเกษียณจะได้รับสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ ทำให้อุ่นใจได้ว่าจะมีเงินออมไว้ใช้จ่ายในยามชร
โดย : นิชฌานี ฉันทศาสตร์
ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาการเงินส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย
Ref. : https://www.k-weplan.com/Article/Pages/A2_095.aspx
ความสุขเกิดขึ้นเมื่อใด
ความสุข เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
ความสุข ไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่ไปถึง
คุณบอกกับตัวเองว่า เมื่อได้แต่งงาน และมีลูก ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้น
แต่เมื่อมีลูก และลูกของคุณยังเล็กอยู่ คุณก็เกิดความรู้สึกว่า
เมื่อเขาโตขึ้นเราคงมีความสุขและสบายขึ้น
แต่เมื่อลูกโตมากขึ้น จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น
คุณกลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอีกครั้ง
และเมื่อลูกๆ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้
คุณคิดว่า คุณจะมีความสุขมากขึ้น
แต่คุณกลับบอกกับตัวเองอีกว่า จะรอให้ลูกๆ
จัดการกับตัวของเค้าเองให้เรียบร้อยดีเสียก่อน
บางครั้งคุณคิดว่า ถ้าคุณมีบ้าน มีรถ มีวันหยุดพักร้อนนานๆ
และเมื่อถึงวันเกษียณอายุการทำงาน
ชีวิตของคุณจะมีความสุขมากที่สุด
แต่เมื่อเกษียนแล้วก็จริง แต่ทำไมถึงยังไม่มีความสุขสักที
ความสุขของชีวิตอยู่ที่ไหนกัน ?
แท้จริงแล้ว ความสุขของชีวิต อยู่ ณ ช่วงเวลาขณะนี้ ช่วงเวลาปัจจุบัน
ไม่ต้องรอให้ความสุขมาหาเราในอนาคต
เราควรมีความสุข และพึงพอใจกับความสุขอยู่ในปัจจุบัน
ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ต้องมีสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอุปสรรคต่างๆ
หรือบททดสอบชีวิตอันยากเข็ญ
แต่ในที่สุดเราก็จะต้องก้าวผ่านไป อุปสรรคกับชีวิตเป็นของคู่กัน
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องความสุขและความพึงพอใจ
จากการเดินทางบนถนนแห่งชีวิตนี้ซึ่งจะทำให้ชีวิตมีความสุข
มากกว่าที่จะรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน
แล้วถึงจะมีความสุขได้
เริ่มหยุดพูดกับตัวเองเสียทีว่า
ถ้าฉันลดน้ำหนักได้สัก 5 กิโล ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าฉันได้แต่งงาน ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้ซื้อบ้าน ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้เกิดเป็นลูกคนรวย ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าคุณหยุดพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของคุณก็จะมีความสุข
และคุณจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต
ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่อคน 3 คน ที่รวยที่สุดในโลก
2. บอกชื่อนางงามจักรวาล 3 คนล่าสุด
3. บอกชื่อ ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล 3 คนล่าสุด
4. บอกชื่อนักแสดงนำชาย 3 คนล่าสุดที่ได้รับรางวัลออสการ์
นึกไม่ออกใช่ไหม? ไม่ใช่เรื่องแปลก
ไม่มีใครหรอกที่จะจดจำคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด
คนที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ก็ล้วนล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา
รางวัลต่างๆ เมื่อวางไว้นาน ก็จะถูกฝุ่นจับ แม้แต่ผู้ชนะก็จะถูกลืมในไม่ช้า
ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่ออาจารย์ 3 ท่านที่เคยช่วยเหลือคุณในเรื่องการเรียน
2. บอกชื่อเพื่อน 3 คนที่ช่วยเหลือคุณในยามที่คุณต้องการ
3. นึกถึงคน 3 คนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า คุณได้เป็นคนพิเศษ
4. บอกชื่อคน 3 คนที่คุณอยากใช้เวลาด้วย
นึกออกง่ายกว่าใช่ไหม? นั่นเป็นเพราะว่า
คนที่มีความหมายต่อชีวิตคุณ ไม่ได้เป็นคนที่ต้องเป็นที่สุด
ไม่ได้มีเงินมากที่สุด ไม่ต้องได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะยังมีคนใกล้ตัวคุณอีกหลายคน
ที่ห่วงใยคุณ คอยให้การดูแลคุณ
และเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะคอยอยู่เคียงข้างคุณ
… ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะมีความสุข
มากกว่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบันนี้..
ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับช่วงเวลาปัจจุบัน
สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้
1. อย่าเปรียบเทียบ ชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคน
ที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง
2. อย่าคิดทางลบ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลก
ในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิด ทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย
3. อย่าทำอะไร เกินกว่าที่ตัวเองทำได้ …รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน
4..อย่าเอา จริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก
5. อย่าเสียเวลา และพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิม หรือเรื่องซุบซิบ….
นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง
6. จงฝันตอนตื่น มากกว่าตอน หลับ
7. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆ…คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่าง ที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว
8. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความ
ผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
9. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร… จงอย่าเกลียดคนอื่น
10.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ
11.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง
12.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และ
ปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หายไป…เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต…
แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต
13. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
14. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกเถียงกับคนอื่น หรอก…
บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้…เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร
แล้ว เราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้างเราล่ะ?
1. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ
2. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน
3. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง
4. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6ขวบ
5. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน
6. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสักหน่อย
7. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่า
ที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหา สุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็น อันขาด
และ ถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้ ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้
1. ทำสิ่งที่ควรทำ
2. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์,จงทิ้ง ไปเสีย…เก็บไว้ทำไม ?
3. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผล ทุกอย่างได้
4. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยว มันก็เปลี่ยน
5. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุก จากเตียง, แต่งตัว
และปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงาน ด้วย… get up, dress up and show up.
6. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง
7. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า
หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
8. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข เสมอ…
ดังนั้น ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า
และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด
” ส่งบทความนี้ต่อไปให้คนที่คุณรักและห่วงใยด้วยนะ… ”
การติดต่อราชการหรือทำสัญญาเราก็ต้องมีการ copy เอกสารสำคัญของเราแล้วมีการเซ็นสำเนาถูกต้อง แล้วคุณรู้วิธีเซ็นสำเนาถูกต้องบนเอกสารที่ถูกวิธีแล้วหรือยัง
1.การเซ็นสำเนาถูกต้อง บางคนอาจจะมีวิธีที่แตกต่างกัน เพราะบางคนอาจจะขีดเส้นขนาน แล้วเขียน “สำเนาถูกต้อง” แต่จะมีเส้นหรือไม่มีเส้นขีด ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น
2.สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเซ็นรับรองสำเนา ทุกครั้งหลังจากเซ็นรับรองแล้ว ต้องเขียนรายละเอียดกำกับด้วยว่า ใช้เพื่ออะไร เช่น ใช้เพื่อสมัครงานเท่านั้น ใช้เพื่อเปิดบัญชีธนาคารเท่านั้น
3.นอกจากจะเซ็นกำกับรายละเอียดแล้ว สิ่งที่ควรเขียนลงบนสำเนาคือ วัน เดือน ปี เพื่อเป็นการกำหนดอายุการใช้งานของสำเนาเราได้อีกด้วย
4.ต้องเขียนข้อความทั้งหมด ลงบนสำเนา ส่วนที่เป็นบัตรประชาชน หรือ บนเอกสารสำคัญอื่นๆ
5.และที่สำคัญต้องใช้ปากกาหมึกสีดำเท่านั้น เพราะเครื่องถ่ายเอกสารบางชนิด สามารถถ่ายเอกสาร โดยดึงหมึกสีน้ำเงินออก ให้เหลือแต่ข้อความบนบัตรประชาชนได้
สำหรับหลักการทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นวิธีการเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง และเป็นเทคนิคในการป้องกันตัวเองจากกลุ่มมิจฉาชีพได้อีกด้วย
10 วิธีในการคิดของแอปเปิ้ล – สตีฟ โทบัก
February 18th, 2012 | Posted by in Good Things - (0 Comments)สตีฟ โทบัก เป็นนักที่ปรึกษา นักเขียน และผู้บริหารระดับอาวุโสของบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังของสหรัฐฯ
เขาคร่ำหวอดในวงการมานานกว่า 20 ปี ได้ทำการศึกษาบุคคลที่ร่วมงานกับแอปเปิล
เขาได้สรุป รูปแบบวัฒนธรรมของแอปเปิล ออกมาเป็น 10 วิธีที่คิดต่างในแบบแอปเปิลที่ทำให้บริษัทนี้โดดเด่นกว่าบริษัทอื่นๆ
และพลิกฟื้นจากบริษัทที่ใกล้ล้มละลาย มาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงเป็นอันดับสองของโลก
1. เสริมสร้างให้พนักงานคิดต่าง
พนักงานคนหนึ่งของแอปเปิลกล่าวว่า สตีฟ จ็อบส์มักจะพูดเสมอว่าเราต้องทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น และเขาเชื่อว่าพวกเราทำได้
2. สิ่งที่สำคัญคือการให้คุณค่า อย่าใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อย
พนักงานของแอปเปิลทุกคนเห็นว่าออฟฟิศเป็นสถานที่ที่สนุกที่จะทำงาน ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่กันอย่างไร้กฎระเบียบ ใครจะทำอะไรก็ได้
แต่ว่างานต้องเสร็จเรียบร้อย ซึ่งโทบักเคยเข้าประชุมร่วมกับผู้บริหารของแอปเปิล ที่มาร่วมประชุมด้วยเท้าเปล่า ที่น่าแปลกก็คือไม่มีใครสังเกตเห็นซะด้วยซ้ำ
3. รักและใส่ใจกับผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ
เมื่อใส่ใจกับสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้น จะทำให้เกิดการพัฒนาเพื่อหาสิ่งใหม่ที่ดีขึ้นไป
4. ทำทุกสิ่งที่สำคัญ และทำจากใจ
โทบักตั้งข้อสังเกตว่า การบริหารงานของแอปเปิลนั้นจะไม่มีการแยกฝ่ายกันอย่างชัดเจน ทุกอย่างต้องทำภายใต้การรับผิดชอบร่วมกัน
5. ดูแลการตลาดอย่างใกล้ชิด
จ็อบส์ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดเป็นอย่างมาก โดยแอปเปิลจะไม่มีการจ้างบริษัทอื่นเพื่อมาทำการวิจัยทางการตลาด
แต่พวกเขามีทีมเป็นของตัวเองในการรับผิดชอบเรื่องนี้
6. ควบคุมสาส์นที่จะสื่อออกไปถึงผู้บริโภค
ซึ่งแอปเปิลจะมีวิธีการในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และการประชาสัมพันธ์บริษัทที่แตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด
7. สิ่งเล็กๆน้อยๆก็อาจสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้
พนักงานของแอปเปิลรู้ซึ้งถึงแนวคิดนี้เป็นอย่างดี ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ระหว่างการเปิดตัวไอโฟน 4 ซึ่งเป็นช่วงที่พนักงานทุกคนทำงานอย่างหนัก
ผู้บริหารก็สั่งอาหารอย่างดีมาให้ บางสาขาถึงกับลงทุนจ้างพนักงานนวดมาเพื่อนวดคลายเส้นให้แก่พนักงานของแอปเปิลโดยเฉพาะ
8. อย่าปล่อยให้คนทำงานแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องปล่อยให้พวกเขาทำงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
จ็อบส์เคยกล่าวเอาไว้ว่า หน้าที่หลักของเขาคือทำยังไงให้พนักงานทำงานดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคำตอบก็คือ เขาจะต้องคอยผลักดันให้พนักงานทุกคนก้าวหน้า
9. เมื่อคุณค้นพบว่าสิ่งนั้นทำแล้วได้ผล จงทำต่อไปเรื่อยๆ
แอปเปิลเป็นบริษัทที่ทำในสิ่งที่ตนเองถนัด และพัฒนาจนสิ่งนั้นๆล้ำหน้ากว่าคนอื่น
10. การคิดต่าง
จ็อบส์เคยกล่าวไว้ในงานวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดว่า อย่าปล่อยให้เสียงหรือความคิดของคนอื่น ดังกว่าเสียงหรือความคิดของตัวคุณเอง
ดังนั้น ไม่ว่าสิ่งที่คุณคิดจะแตกต่างจากคนอื่นแค่ไหน จงเชื่อมั่นและทำต่อไป
วิธีแก้ปัญหา Google Chrome ค้างทำ CPU Process 100%
February 12th, 2012 | Posted by in Tutorial - (0 Comments)
สำหรับท่านที่ใช้งาน Google Chrome แล้วมีอาการคอมค้าง CPU พุ่งปรี้สไป 100% โดยไม่ทราบสาเหตุแล้วละก็ มาดูวิธีแก้ไขกันครับ
หลังจากพบปัญหานี้ไอเราก็นึกว่าเป็นที่ flash player หรือ ads โฆษณาที่ใช้ script run จนเครื่องค้าง
แต่ลง adds-on บล็อค flash กับโฆษณาแล้วก็ไม่หาย มีอาการค้างเหมือนเดิม แถมบ่อยจนหน้าหงุดหงิด
ในที่สุดก็พบทางสว่างครับ ต้นเหตุมันมาจากเจ้า google update นี่เอง
วิธีการคือ
1 กด Ctrl+R และพิมพ์ msconfig เพื่อดู startup โปรแกรม

2 ที่ tab Startup หา item ที่ชื่อว่า Google Update ติ๊กข้างหน้าออกจากนั้นกด OK ถ้ามีหน้าจอขึ้นมาให้ restart ยังไม่ต้อง restart นะครับ

3 ไปที่ Control Panel -> System and Security -> Task Scheduler

4 หา Task ที่ชื่อว่า Google Update จากนั้นคลิกขวาแล้วเลือก Disable มันซะให้หมด

แค่นี้ก็หมดปัญหา Google Chrome ค้างกวนใจแล้วครับ ใช้งานเจ้า Google Chrome สุดเมพได้อย่างสบายใจซักที
จากที่ผมทดลองใช้งานผ่านมายังไม่พบปัญหา Google Chrome ค้างอีกเลย
ปล. ขอบคุณพี่เอ๋ที่แนะนำวิธีแก้ปัญหามา ณ ที่นี้ด้วยครับ
นั่งอ่านบทความเรื่อง stored procedure อยู่เลยขอ note ลง blog ไว้ซักหน่อย
Stored Procedure คืออะไร?
stored procedure คือกลุ่มคำสั่ง SQL ที่เก็บไว้ใน database engine สามารถเรียกใช้งานภายหลังโดยโปรแกรมต่างๆ triger หรือแม้แต่ stored procedure อื่นๆ หรือเรียกใช้งานตัวเองได้ (recursive stored procedure)
ข้อดีของ Stored Procedure
- เพิ่ม performance ให้ application โดย stored procedure จะมีการ compiled และเก็บไว้ใน database catalog ทำให้ run ได้เร็วกว่า uncompiled SQL
- stored procedure ลด traffice ระหว่าง application และ database servver เพราะแทนที่จะส่งคำสั่ง sql application จะส่งชื่อของ store procedure เพื่อรับข้อมูล
- stored procedure สามารถ reuse ได้จากหลายๆ application
- stored procedure มีความปลอดภัย โดย Database administrator สามารถกำหนดสิทธิ์ในการใช้งาน stored procedure
ข้อเสียของ Stored Procedure
- store procedure ทำให้ database server มี load การใช้งาน memory และ processor สูง แทนที่จะสนใจเกี่ยวกับการจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูล
- store procedure ประกอบด้วยคำสั่ง sql ที่ประกาศไว้ ทำให้มีความยากในการเขียนให้รองรับการใช้งานจาก business logic
- การ debug store procedure ทำได้ยาก
- การเขียนและดูแลรักษา stored procedure ต้องใช้ผู้ที่มีทักษะในระดับหนึ่ง
สำหรับท่านที่มี Sim แบบเติมเงินหลายๆเบอร์คงจะเบื่อที่เหตุการเงินเหลือแต่วันหมด
แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า บาง Operator นั้นมีการให้ซื้อวันใช้งานเพิ่มกันด้วย
ค่ายที่ซื้อวันใช้งานได้ก็มี Dtac และ Truemove ครับ ส่วน Ais นั้นไม่มี
วิธีเติมวัน True move เติมอย่างไร?
โทรไปที่ *9344
โดยเสียค่าบริการ 3 บาท จะได้วันเพิ่ม 30 วัน
สะสมได้สูงสุด 365 วัน
หากขี้เกียจต้องมานั่งกด 1 เพื่อตอบตกลงหลาย ๆ รอบ
ให้ใช้วิธีบันทึกเบอร์โทรศัพท์ ที่มีเบอร์ต่อภายใน
โดยเม็ม (save) เบอร์ลงในโทรศัพท์มือถือดังนี้
*9344pppppp1ppp1
(p ตัวนึง = รอประมาณ 3 วินาที, วิธีกด p กดได้โดยการกด * ซ้ำกัน 3 ครั้ง)
เมื่อกดโทรออก จะเป็นการโทรไปที่ *9344 > เว้นไป 18 วินาที > กด 1 > เว้นไป 9 วินาที > กด 1 >
ระบบจะบอกว่าจะส่ง sms เพื่อยืนยัน ตามมาทีหลัง > ตัดสาย
ทำให้เราไม่ต้องมานั่งกด 1 หลาย ๆ รอบ (ตัว p และ ตัวเลข ที่เราเม็มเอาไว้ มันจะกดให้เอง)
เพียงแค่กดโทรออกทีเดียวแล้วรอตัดสายก็พอ
(หากกดแล้ว sms ไม่มา คอยเช็ดดูด้วยว่า ระบบอัตโนมัติ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือเปล่า เช่นระบบใหม่ อาจกำหนดให้เราต้องไป กด 2 แทน)
ส่วนวิธีเติมวันของ DTAC นั้น มีให้เลือก 3 ระยะเวลาครับ
กด *113*30# ได้ 30 วัน ค่าบริการ 2 บาท
กด *113*90# ได้ 90 วัน ค่าบริการ 6 บาท
กด *113*180# ได้ 180 วัน ค่าบริการ 12 บาท





